พระประวัติ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

               สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สุวฑฺฒนมหาเภร)

สมเด็จพระสังฆราชที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระนามเดิมว่า เจริญ คชวัตร ทรงมีพระชาติ

ภูมิ ณ จังหวัดกาญจนบุรี ประสูติเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๔๕๖ เวลาประมาณ ๐๔.๐๐ น. เศษ

ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีฉลู ณ ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

               เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร เมื่อทรงพระเยาว์มีพระนิสัยชอบเล่นเป็นพระ

หรือเล่นเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น เล่นสร้างถ้ำก่อเจดีย์ เล่นทอดผ้าทอด

กฐินแม้ของเล่นก็ชอบทำของเล่นที่เกี่ยวกับพระ เช่น ทำคัมภีร์เทศน์เล็กๆตาลปัตรเล็กๆ จาก

ใบไม้ เป็นต้น

               วัดเทวสังฆาราม ซึ่งเป็นวัดละแวกบ้าน นับว่ามีอิทธพลมากในชีวิตเยาว์วัยของเจ้า

พระคุณสมเด็จฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณป้าเฮง ผู้เลี้ยงดูเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ในเยาว์วัย มัก

จะพาไปวัดด้วยเสมอ และเมื่อพระชนมายุได้ ๘ ขวบ ทรงได้เข้าเรียนในโรงเรียนประชาบาล

วัดเทวสังฆารามนั่นเอง

               ในปี พ.ส. ๒๔๖๙ หลังจากที่ทรงเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๕ แล้วพระชนนีและป้า

ชักชวนเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ซึ่งขณะนั้นพระชนมายุย่าง ๑๔ พรรษา ให้บวชเป็นสามเณร ณ

วัดเทวสังฆารามโดยมีพระครูอดุลยสมณกิจ (ดี พุทฺธโชติ) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม ซึ่ง

เรียกกันว่า "หลวงพ่อวัดเหนือ" เป็นพระอุปัชฌาย์

               การที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงไปวัดบ่อยๆ ทำให้ทรงได้รับแรงบันดาลพระทัย

จากจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติที่มีอยู่เต็มตามฝาผนังวัดอย่างมาก

               พรรษาแรกแห่งชีวิตพรหมจรรย์ของเจ้าพระคุณสมเด็จฯทรงได้เล่าเรียนตาม

โบราณประเพณีจากการกระทำกิจวัตร ก็คือการปฏิบัติรับใช้หลวงพ่อผู้เป็นพระอุปชัฌาย์ มี

สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อสอนในระหว่างที่ทำอุปัชฌายวัตร คือการปฏิบัติรับใช้พระอุปัชฌาย์ คือ

การเทศน์ แบบที่เรียกกันว่า ต่อหนังสือค่ำ อันเป็นวิธีการเรียนการสอนอย่างหนึ่งในสมัย

โบราณ กล่าวคือ เมื่อเข้าไปทำอุปัชฌายวัตรในตอนค่ำ มีการบีบนวดเป็นต้น หลวงพ่อก็

จะอ่านเทศน์ให้ฟังคืนละตอน แล้วท่องจำตามคำอ่านของท่าน ทำต่อเนื่องไปทุกคืนจน

จำได้ทั้งกัณฑ์ กัณฑ์เทศน์กัณฑ์แรกที่หลวงพ่อต่อให้คือเรื่องอริยทรัพย์ ๗ ประการ

               ครั้นออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อได้ัชักชวนให้ไปเรียนภาษาบาลี คือเรียนพระ

ปริยัติธรรมที่วัดเสนหา ในจังหวัดนครปฐม

              พ.ศ.๒๔๗๖ ยังทรงจำพรรษาอยู่ ณ วัดเทวสังฆารามนั้น ๑ พรรษา แล้วจึง

กลับไปญัตติซ้ำที่วัดบวรนิเวศวิหารอีกครั้งหนึ่งในปีเดียวกัน และอยู่ศึกษาพระปริยัติธรรม

ต่อมาจนสอบได้เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยคเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๔

              เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นผู้ใฝ่พระทัยในการศึกษามาโดยตลอด ในขณะที่

ทรงศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่นั้น ก็ทรงพยายามหาโอกาสศึกษาภาษาต่างประเทศ คือ -

ภาษาสันสกฤต ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาจีนไปด้วย แต่เมื่อทรง

เจริญอายุพรรษาขึ้น ก็มีภาระหน้าที่ทางวัดและคณะสงฆ์ที่ต้องทรงรับผิดชอบมากขึ้นโดย

ลำดับ การศึกษาภาษาต่างๆ ก็จำต้องเลิกราไป คงเหลือแต่ภาษาอังกฤษที่ทรงศึกษาฝึก

ฝนด้วยพระองค์เองต่อเนื่องมาไม่ขาด จนทรงสามารถพูดอ่านเขียนได้เป็นอย่างดี

              นอกจากการศึกษาพระปริยัติธรรมและการศึกษาภาษาต่างประเทศแล้ว เจ้าพระ

คุณสมเด็จฯ ยังทรงเอาพระทัยใส่ในธรรมปฏิบัติ คือการเจริญสมาธิภาวนาหรือการปฏิบัติ

กรรมฐานด้วย โดยได้ทรงเริ่มปฏิบัติกรรมฐานมาตั้งแต่ทรงเป็นพระเปรียญตามพระดำรัส

แนะนำของสมเด็จสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระอุปัชฌาย์ของพระองค์

              "พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ว่า แม้จะอยู่ในบ้านในเมือง ก็ให้ทำสัญญาคือ ทำความ

รู้สึกกำหนดหมายในใจว่าอยู่ในป่า อยู่ในที่ว่าง อยู่ในที่สงบ ก็สามารถทำจิตใจให้ว่างสงบ

ได้"

              เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็ทรงปฏิบัติพระองค์ตามหลักคำสอนดังกล่าวนี้ ทรงปฏิบัติ

พระองค์แบบพระำกรรมฐานในเมือง และเมื่อทรงมีโอกาสก็เสด็จไปพำนักในสำนักอรัญวาสี

ตามหัวเมืองในภาคอีสานเป็นครั้งคราวเสมอ กระทั่งพระชนมายุและพระศาสนากิจอื่นๆ

ไม่อำนวย

 

 

              เจ้าพระคุณสมเด็จฯ จึงทรงเป็นพระมหาเถระที่ทรงรอบรู้เชี่ยวชาญทั้งในทาง

คันถธุระ และวิปัสสนาธุระ ทั้งทรงมีพระโลกทรรศน์ที่กว้างไกลสมสมัย

              ทางด้านการปกครองคณะสงฆ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐ พระชนมายุได้ ๓๔ พรรษา

ทรงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระโศภณคณาภรณ์ ซึ่ง

เป็นราชทินนามที่ตั้งขึ้นใหม่สำหรับพระราชทานแก่เจ้าพระคุณสมเด็จเป็นรูปแบบ ต่อมา

ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ชั้นเทพ ชั้นธณรม ชั้นเจ้า

คณะรอง ตามลำดับจนถึงเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๕ ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระ

ราชาคณะที่ "สมเด็จพระยาณสังวร" ซึ่งเป็นราชทินนามพิเศษที่ทรงโปรดให้ตั้งขึ้นเป็น

รูปที่ ๒ ของกรุงรัตนโกสินทร์

              เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒ ทรงมีพระชนมายุได้ ๗๖ พรรษา ได้รับพระราชสถาปนาขึ้น

เป็น "สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก" ในราชทินนามเดิมคือ สมเด็จพระญาณสังวร

              ในด้านการสั่งสอนพระพุทธศาสนาทรงแสดงธณรมแก่พุทธศาสนิกชนตาม

ความเห็นสมแก่วัยวุฒิ เช่น ทรงสอนเยาวชนด้วยถ้อยคำและหลักธรรมง่ายๆ ประกอบกับ

ความรู้และเหตุการณ์ที่ใกล้ตัว ทรงสอนสาธุชนทั่วไปด้วยธรรมที่ทรงวิเคราะห์วิจารณ์ด้วย

เหตุผลที่คนสมัยใหม่สามารถติดตามได้ด้วยทักษะและเหตุผลร่วมสมัย ทรงสอนผู้ใฝ่ใจ

ในธรรมปฏิบัติด้วยหลักธรรมด้านปฏิบัติที่ลึกซึ้งกระจ่างแจ้ง ประกอบกับประสบการณ์เชิง

ปฏิบัติที่ทรงประจักษ์ด้วยพระองค์เองเป็นแนวพิจารณา

 

 

              ความที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงมีความเข้าใจในโลกสมัยใหม่ทรงได้ใช้วิทยา

การใหม่ๆ ในการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนตามยุคตามสมัยมาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่ทรง

เขียนบทความลงตามนิตยสาร พิมพ์หนังสือ ออกอากาศทางวิทยุ โทรทัศน์ จนถึง อิน -

เตอร์เน็ต เป็นต้น

              กล่าวได้ว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นพระมหาเถระผู้คงแก่เรียนพระองค์

หนึ่งในยุคปัจจุบัน ทรงรอบรู้แตกฉานในพระพุทธศาสนาทั้งในด้านทฤษฏีและปฏิบัติ

ทรงได้สร้างผลงานทางวิชาการไว้มากมาย เฉพาะหนังสือพระนิพนธ์มีมากกว่า ๑๒๕

เล่ม ครอบคลุมพระธรรมในทุกแง่ทุกมุมให้เข้ากับทุกเพศทุกวัย

              นอกจากสั่งสอนพุทธศาสนิกชนชาวไทยดังกล่าวแล้ว พระองค์ยังได้ทรง

ริเริ่มสอนพระพุทธศาสนาแก่ชาวต่างประเทศด้วย โดยทรงเริ่มให้มีการแสดงพระธรรม

เทศนาเป็นภาษาอังกฤษ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ต่อมาพระองค์ทรงเปิดการ

สอนด้วยพระองค์เอง ณ ที่ประทับ และทรงสอนต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี

              ในด้านเผยแผ่พระพุทธศาสนา เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงได้รับแต่งตั้งจาก

คณะสงฆ์ให้ทรงดำเนินกิจการพระธรรมทูตไปต่างประเทศเป็นพระองค์แรก ขณะเมื่อ

ทรงดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณ ในฐานะทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการฝึก

อบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ได้เสด็จไปเป็นประธานสงฆ์ในพิธีเปิดวัดพุทธประทีป

ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และวัดพุทธรังษี ณ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

ซึ่งเป็นวัดไทยแห่งแรกในทวีปยุโรปและทวีปออสเตรเลียตามลำดัีบ เป็นการเปิดศักราช

งานพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรปและออสเตรเลียเป็นครั้งแรก ทำให้งานพระธรรมทูต

ของไทยในต่างประเทศดำเนินก้าวหน้าอย่างกว้างขวางสืบมาในปัจจุบัน

 

 

              ในทวีปเอเชีย เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นผู้ริเริ่มส่งเสริมการฟืนฟูพระ -

พุทธศาสนาและคณะสงฆ์เถรวาทขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย เป็นเหตุให้เกิดมีคณะสงฆ์

เถรวาทอินโดนีเซียขึ้นและเจริญมั่นคงสืบมาดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้

              ทั้งทรงได้ส่งเสริมการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศเนปาล ทรงให้

ทุนการศึกษาแก่ภิกษุสามเณรชาวเนปาลมาอยู่ศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เพื่อ

กลับไปช่วยงานพระศาสนาในประเทศของตน และได้เสด็จไปประทานบรรพชาแก่ศากยะ-

กุลบุตร ณ ประเทศเนปาล พร้อมทั้งเสด็จไปเยี่ยมชมกิจการพระศาสนาในประเทศนั้น

หลายคราว

              เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ ในฐานะองค์สกลมหาสังฆปริณายกพระประมุขแห่งคณะ

สงฆ์ไทย เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้เสด็จเยือนสาธารณรัรฐประชาชนจีน อย่างเป็นทาง

ตามคำกราบทูลอาราธนาของรัฐบาลจีน การเสด็จในครั้งนี้ นับว่าเป็นการเจริญ "เส้นทาง

สายไหมธรรม" ระหว่างประเทศจีนและไทย ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นเจ้าพระคุณสมเด็จฯได้

อำนวยพรท่านประธานาธิบดีจีนในยุคนั้นเพื่อให้การสนับสนุนงานการฟื้นฟูพระพุทธศาส-

นาในประเทศจีนด้วย การเสด็จประเทศจีนของพระองค์ นับว่าเป็นการส่งเสริมพระพุทธ

ศาสนาในประเทศจีนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศทีเีดียว

              เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทรงปฏิบัติพระศาสนกิจอย่างครบถ้วนทุกด้าน กล่าวคือ

เสด็จไปเยี่ยมเยียนพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในท้้องถิ่นต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค เป็นการ

สร้างขวัญและบำรุงใจให้พุทธบริษัททุกหมู่เหล่าอบอุ่นและมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของ

ตนทั้งมีสำนึกมั่นคงในพระศาสนา ทรงประทานพระเมตตาสงเคราะห์ประชาชนทุกมู่เหล่า

โดยไม่เลือก ทั้งทางด้านศาสนธรรมและวัตุธรรม มีประทานพระโอวาทสั่งสอนในโอกาส

ต่างๆ และสร้างศาสนสถานถาวรวัตถุต่างๆ เพื่อสาธารณประโยชน์มีโณงเรียน โรงพยา -

บาล เป็นต้น มากมาย

              ผลงานด้านศาสนวัตถุที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ สร้างไว้มีมากมายหนึ่งในนั้นก็คือ

การสร้างวัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ อำเภอบางละมุง จังหวัด

่ชลบุรี นับว่าเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมทางศาสนวัตถุของพระองค์ ในวัดญาณสังวราราม นอก

จากจะมีปูชนียวัตถุ ปูชนียสถานมากมายแล้ว ยังมีพระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสนา

พระพุทธรูปใหญ่ที่แกะสลักไว้ที่ภูเขาชีจรรย์อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง

 

 

              เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช จึงทรงเป็นพระมหาเถระ

ที่ทรงสมบูรณ์พร้อมด้วยไตรสิกขา คือ ศีลสัมปทา จิตตสัมปทา และปัญญาสัมปทา ทรง

มีพระจริยาวัตรที่งดงามตามพระธรรมวินัย ทรงมีพระปฏิปทาที่กอปรด้วยพระคุณธรรมควร

แก่การยึดถือเป็นแบบอย่าง สมแก่พระนามฉายาของพระองค์ว่า "สุวัฑฒนะ" ที่มีความว่า

เจริญดี หรือ เจริญพร้อม