พระประวัติ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

               พระเทพมงคลรังษี  ( ดี  พุทธโชติเถระ)  วัดเทวสังฆาราม ( วัดเหนือ ) จ. กาญจนบุรี
ได้รับ สมณศักดิ์  ดังนี้
พ.ศ. 2458 พระครูอดุลยสมณกิจ
พ.ศ. 2490 พระวิสุทธิรังษี
พ.ศ. 2500 พระมงคลรังษีวิสุทธิ์  (ชั้นราช)
พ.ศ. 2506 พระเทพมงคลรังษี
              ท่านมีนามเดิม ว่า ดี  เอกฉันท์ เกิดเมื่อ วัน พฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2416

ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 3 ปีระกา  ที่ บ้านทุ่งสมอ อำเภอ พนมทวน จังหวัด กาญจนบุรี

โยม บิดา-มารดา ชื่อ นาย เทศ และนางจันทร์ เอกฉันท์ ท่านมีพี่ อีก 9 คน และทุกคนได้

ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว โดยท่านเป็นคนสุดท้อง เมื่ออายุได้ 18 ปี ก็ได้บวชเณรที่วัดทุ่งสมอ

โดยมีสมภาร  รอด วัดทุ่งสมอ ซึ่งมีศักดิ์เป็นปู่ของท่าน เป็นผู้บวชให้ บวชได้ 6 เดือนก็สึก

ออกมาช่วยบิดามารดาทำนา เมื่อ อายุครบบวช  ก็ได้บวชเป็นพระที่วัดทุ่งสมอนั่นเอง

โดยมี พระครู วิสุทธิรังษี ( หลวงพ่อ ช้าง วัดบ้านทวน )  อ. พนมทวน เป็นพระอุปัชฌายะ

โดยมี พระอาจารย์ รอด วัดทุ่งสมอ สมภารวัดทุ่งสมอ และพระใบฏีกา เปลี่ยน  วัดใต้

( ต่อมาได้รับสมณศักดิ์ เป็น พระวิสุทธิรังษี เจ้าคณะ จ.  กาญจนบุรี ) เป็นพระกรรมวาจา

จารย์  ได้รับฉายา  “ พุทธโชติ ” และได้จำพรรษาอยู่ที่วัด ทุ่งสมอนั้นเอง

             

              ในพรรษาแรกท่านพยายามท่องบทสวดมนต์ได้บางบท และพยายามท่อง

ปาติโมกข์ให้จบ แต่เนื่องจากบทปาฏิโมกข์ ในเวลานั้นมีแต่หนังสือขอม สมัยนั้นหาผู้ที่

สามารถท่องปาฏิโมกข์ให้จบครบสมบูรณ์ได้ยาก ท่านจึงใช้วิธีไปขอต่อหนังสือเอาจาก

พระผู้สามารถท่องปาฏิโมกข์ได้วันละเล็กละน้อย จนในที่สุดท่านก็ท่องปาฏิโมกข์ได้ครึ่ง

หนึ่ง  เมื่อออกพรรษาท่านก็ได้ไปเรียนทางวิปัสสนา กับท่าน อาจารย์ อิน วัดห้วยสะพาน

ซึ่งวัดอยู่ไม่ไกลกันนัก  รวม 15 วัน  ครั้นในพรรษาที่ 2 ท่านก็สามารถท่องปาฏิโมกขได้

จบบริบูรณ์ เมื่อออกพรรษาได้ธุดงค์ไปนมัสการ พระพุทธบาท สระบุรีกับพระอีก 3 รูป

ระหว่างทางได้แวะนมัสการหลวงพ่อโต วัดเกษไชโย ที่อ่างทอง จากนั้นจึงไปถึงพระพุทธ

บาท พักอยู่สามคืนจึงเดินทางกลับในพรรษาที่ 3 ได้ไปเรียน วิปัสสนากับท่านพระอาจารย์

เกิดวัดกกตาล นครชัยศรี อีก 7 วัน หลังจากนั้นจึงกลับมาอยู่วัด ทุ่งสมอตามเดิม ต้นพรรษา

ที่ 4 พระใบฏีกา เปลี่ยน ( เจ้าอาวาส วัดไชยชุมพลชนะสงคราม ) ชวนท่านมาเรียนบาลี

ที่วัด ท่านก็มาอยู่ที่วัดใต้  แต่ไม่ได้เรียนบาลี แต่มาท่องบทสวดมนต์แทน จากนั้นจึงไปอยู่

กรุงเทพ ที่วัดรังษี ปัจจุบันรวมเข้าไว้ในวัดบวรนิเวศ  ซึ่งขณะนั้นท่านเจ้าคุณธรรมกิจเป็น

เจ้าอาวาส โดยได้ศึกษาภาษาบาลีกับท่านอาจารย์ลี แต่ศึกษาไปได้เพียงผูกเดียว อาจารย์

ผู้สอนก็ลาสิกขาไปเสีย ท่านก็เลยกลับมาอยู่วัดทุ่งสมอตามเดิม ในระหว่างที่อยู่ที่วัด

ทุ่งสมอนั้นมีพระอาคันตุกะรูปหนึ่ง ชื่อพระอาจารย์ชื่น มาจากวัดในอำเภอ สองพี่น้อง

สุพรรณบุรี มาพักอยู่ และได้แนะนำในเรื่องการศึกษา และการปฏิบัติ ให้กับท่าน ซึ่งท่าน

สนใจอยากจะเรียนปาฏิโมกข์แปลมาก เมื่ออาจารย์ชื่นกลับ ท่านจึงขอติดตามไปด้วย

และได้ไปอยู่ที่วัดโบสถ์ เมืองนนทบุรี ที่วัดนี้ท่านได้แสดงความสามารถในเรื่องสวดมนต์

และท่องปาฏิโมกข์จนได้รับคำชมเชยเป็นอันมาก เมื่อออกพรรษา เพื่อนพระด้วยกัน

ชวนเข้ากรุงเทพ มาอยู่ที่วัดสังเวชได้ 3 เดือน ก็ได้ข่าวจากทางบ้านว่าพี่ชายตาย

จึงเดินทางกลับไปปลงศพพี่ชาย และพักอยู่ที่วัดทุ่งสมอตามเดิม

 

              ในพรรษาที่ 9 มีบวชพระที่วัด โดยมีหลวงพ่อ ยิ้ม วัดหนองบัว เป็นพระอุปัชฌายะ

และมีท่านอาจารย์ ทา วัดทุ่งสมอ เป็นคู่สวด บังเอิญวันนั้นท่านอาจารย์ทา ป่วย ไม่สามารถ

สวดนาคได้ หลวงพ่อยิ้ม จึงให้ท่านสวดแทน เรื่องสวดนาคนี้ท่านเคยปฏิเสธหลวงพ่อยิ้ม

ตอนมีบวชพระที่วัดหนองบัวมาครั้งหนึ่งแล้ว  แต่ในครั้งนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เมื่อท่าน

สวดนาคไปได้ชุดหนึ่ง ก็เป็นที่ถูกใจของพระอุปัชฌายะ โดยได้ชมขึ้นในท่ามกลางสงฆ์

และนับแต่นั้นมา ท่านก็เป็นคู่สวดนาคตลอดมา
                ในพรรษาที่ 12 ท่านได้มาอยู่ที่วัดรังษีอีก ตั้งใจมาเรียนบาลีแต่ไม่ได้เรียน

จึงหันไปเรียนปาฏิโมกข์แปลแทน เมื่อออกพรรษาจึงได้ติดตามพระครูสิงคิบุราคณาจารย์

( หลวงพ่อสุด ) เจ้าอธิการวัดเทวสังฆาราม ซึ่งรู้จักกันมาก่อน ครั้งญาติโยมนิมนต์ให้ไป

สวดที่วัดใต้ ในครั้งนั้นหลวงปู่ดีได้สวดมนต์ผิด แถมเสียงสวดมนต์ของท่านยังดังกว่า

พระองค์อื่น การสวดมนต์บทนั้น ก็เลยล่มลงกลางคัน  จากครั้งแรกนั้นก็มาพบกันอีกคราว

ตอนพระครูสิงคิฯ ท่านไปสวดกรรมบวช นายเจียม ที่วัดทุ่งสมอ ในคืนวันจะบวช ท่านเข้า

ไปนอนในห้องเดียวกับหลวงปู่ดี แล้วท่านมาถามหลวงปู่ดีว่า ทราบไหมว่าเขานิมนต์ใครมา

เป็นคู่สวด หลวงปู่ดีตอบว่า ไม่ทราบ ่านก็เลยบอกกับหลวงปู่ดีว่าญาติโยมเขานิมนต์ให้ฉัน

มาสวดแต่ท่านไม่สบาย ไม่สามารถสวดได้ ขอให้หลวงปู่ดีช่วยสวดแทน หลวงปู่ดีก็ปฏิเสธ

บอกขึ้นว่า ไม่ได้ดอกครับ ผมเป็นลูกบ้านนี้ โยมที่นิมนต์มา  เขาเป็นคนมีฐานะเป็นสมุหบัญชี

เขาคงจะไม่ยอมแน่ๆ แม้พระครูสิงคิฯ จะบอกว่าท่านจะไปพูดกับญาติโยมให้  หลวงปู่ดีก็ไม่

ยอม เมื่อถึงเวลาสวด พระครูสิงคิฯ ท่านก็สวดได้ถึงซ้อมอันตรายิกธรรม จึงขอให้หลวงปู่ดี

ช่วยสวดต่อ โดยท่านบอกว่า ถ้าให้ท่านสวดต่อจนจบท่านก็ตาย เวลานั้นหลวงปู่ดีอยู่มา 9

พรรษาแล้ว ส่วนพระครูสิงคิฯ ท่านบวชมา 20 พรรษาแล้ว นั่นเป็นครั้งแรกๆที่พระครูสิงคิฯ 

ได้พบกับหลวงปู่ดี  โดยที่หลวงปู่ดีได้เข้าไปช่วยสวดในเวลาที่ท่านไม่สบายมาก การพบ

กันในคราวหลังนี้ เพราะพระครูสิงคิฯ จะมาทำหนังสือเดินทาง เพื่อไปนมัสการพระเจดีย์

ชเวดากอง เมืองร่างกุ้ง ประเทศพม่า เมื่อพ.ศ. 2447  เมื่อหลวงปู่ดีรู้เข้า ท่านจึงอยากไป

ด้วย จึงได้ไปขออนุญาติพระครูสิงคิฯ ขอเดินทางไปด้วย โดยรับปากว่า สิ่งของ และค่าใช้

จ่ายที่จำเป็น หลวงปู่ดีจะจัดหาเตรียมมาเอง ซึ่งพระครูสิงคิฯก็อนุญาติ

 

 

                การไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากองในครั้งนี้ เป็นบุญของพระครูสิงคิฯที่อนุญาติ

ให้หลวงปู่ดีเดินทางไปด้วย เพราะต่อมา ในการเดินทางไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากอง

ในครั้งกระนี้ พระครูสิงคิฯ ซึ่งอาพาธกะเสาะกระแสะทั้งระหว่างทางไป และกลับ ระยะเวลา

รวม1 เดือน ก็ได้อาศัยหลวงปู่ดีนี่แหละแสดงน้ำใจ เฝ้าปรนนิบัติ ดูแล ยิ่งกว่าพระ และศิษย์

คนใดที่ท่านหวังพึ่ง ในระหว่างทาง แล้วเอาไปร่างกุ้งด้วย เมื่อถึงเมืองไทยแล้ว ครั้งแรก

หลวงปู่ดีตั้งใจจะไม่ไปส่งพระครูสิงคิฯ ถึงวัดเทวสังฆาราม โดยจะไปอยู่วัดในกรุงเทพเลย

แต่พระครูสิงคิฯ ก็อ้อนวอนขอให้หลวงปู่ดี มาส่งท่านถึงวัดด้วย  เมื่อกลับมาถึงวัด ชาวบ้าน

กรรมการ และศิษย์ของทางวัดเองก็ดีใจ มาเยี่ยมกันมากมาย  เพราะก่อนหน้านี้ได้รับข่าว

ร้ายทำนองว่าพระครูสิงคิฯ มรณภาพลงเสียแล้วที่กลางทาง  แม้แต่ในภายหลังพระครูสิงคิฯ

เองก็ยังปรารภกับหลวงปู่ดีว่า ถ้าไม่ได้หลวงปู่ดีไปร่างกุ้งด้วยกันในครั้งนี้  ท่านก็คง

มรณภาพเสียที่กลางทางเป็นแน่ เมื่อเสร็จกิจทั้งปวง หลวงปู่ดีก็มาอยู่กรุงเทพจากนั้นพระครู

สิงคิฯก็มีจดหมายมาถามทุกข์สุขอยู่เสมอ ทุกเดือนมิได้ขาด  บางทีท่านลงมากรุงเทพ 

ก็มาแวะพัก พูดคุยกันเป็นครั้งคราว  ในตอนหลังๆ อีก 2 ปีถัดมา พระครูสิงคิฯ ก็อาพาธมาก

ไปไหนมาไหนไม่ได้ จากนั้นท่านก็มีจดหมายมาบอกกับหลวงปู่ดีว่า ท่านไปไหนไม่ได้แล้ว

ถ้ามีเวลาว่างขอให้ไปเยี่ยมท่านบ้าง ในไม่ช้าหลวงปู่ดีก็หาโอกาสขึ้นไปเยี่ยมท่านที่วัดเหนือ

ท่านก็ให้ศิษย์วัดคนโน้นคนนี้มานิมนต์ให้หลวงปู่ดีอยู่ที่วัดเทวสังฆารามเสีย ในตอนแรก

หลวงปู่ดีก็ยังไม่รับปาก แต่ก็ยังช่วยพระครูสิงคิฯ ในกิจการต่างๆ เช่นสวดปาฏิโมกข์

และเทศน์แทนท่าน และมีคราวหนึ่งพระครูสิงคิฯ ก็ได้ให้ทายกหลายคน มาหาหลวงปู่ดี

ขอร้องให้ท่านเป็นสมภาร แต่ท่านก็ได้ปฏิเสธไปอย่างเด็ดขาดว่าเป็นไม่ได้เพราะสมภาร

องค์เดิมท่านยังมีชีวิตอยู่ ในปีนั้น นั่นเองพระครูสิงคิฯ  ก็มรณภาพลง  กรรมการ และศิษย์วัด

และชาวบ้านทั้งหลายจึงมานิมนต์ขอให้ท่านเป็นสมภารอีก  คราวนี้ท่านไม่สามารถปฏิเสธได้

จึงจำต้องรับเป็นสมภารอย่างเต็มตัว

 

 

               ในปีชวด 2455  หลวงปู่ดี ซึ่งตอนนั้นเป็นสมภารใหม่ๆพร้อมด้วยพระ หรุง 

( ต่อมาได้เป็นเจ้าอธิการ วัด ทุ่งสมอ ) พระฮวบ  พระหัง ( ต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมา )

พระไพ่ กับคณะสงฆ์วัดเทวสังฆารามทั้งหมด ได้พร้อมใจกัน เปลี่ยนการห่มผ้าจากแบบ

เดิมเป็นห่มแหวก และได้ปฏิบัติพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด ตามพระหรุงที่ได้ห่มแหวก

มาก่อนหน้านั้นแล้วหลายปี ในสำนักของพระอาจารย์เภา วัดถ้ำตะโก จังหวัด ลพบุรี ซึ่ง

ในครั้งนี้ พระหรุงได้มาในงานศพ พระครูสิงคิฯ  และหลวงปู่ดีได้ชักชวนให้อยู่ด้วยกัน แต่

พระหรุง ได้ตั้งข้อแม้ว่า ขอให้เปลี่ยนการห่มผ้าเป็นห่มแหวก และปฏิบัติตามพระธรรมวินัยก่อน

ซึ่งหลวงปู่ดีก็เห็นชอบด้วย จึงได้หารือต่อคณะสงฆ์ และหมู่สงฆ์ก็เห็นชอบด้วยโดยพร้อม

เพรียงกัน จากนั้นเป็นต้นมา  หลวงปู่ดี จึงเป็นประธาน เปลี่ยนการห่มผ้า เป็นห่มแหวกด้วย

ความพร้อมเพรียงแห่งคณะสงฆ์ และปฏิบัติตามบุพพสิกขาวรรณนา และวินัยมุขตลอด

มาจนทุกวันนี้ ในปี พ.ศ. 2458 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรสเสด็จ

มาทรงตรวจการคณะสงฆ์ จังหวัด กาญจนบุรี เมื่อทรงเห็นพฤติการณ์ของพระวัดเทวสังฆาราม

โดยตลอดแล้ว จึงได้ทรงยกย่องเป็นตัวอย่างของวัดทั้งหลายที่จะเปลี่ยนเป็นห่มแหวก

และได้ตรัสถามหลวงปู่ดีถึงจำนวนปีที่ได้เปลี่ยนการห่มผ้าเป็นห่มแหวก และเรื่องผ้ากฐิน

และเรื่องแสดงอาบัติเป็นต้น ซึ่งหลวงปู่ดีก็ได้กราบทูลตอบตามที่ได้ปฏิบัติมา  เมื่อสมเด็จ

พระมหาสมณเจ้าได้ฟัง ก็ตรัสว่า ถูกต้อง ในภายหลังเมื่อเสด็จไปวัดอื่นจังหวัดอื่น ก็ได้ทรง

แนะนำให้ไปดูตัวอย่างวัดเทวสังฆาราม ต่อจากนั้นก็มีพระจากวัดอื่นมาดูตัวอย่างการ

ปฏิบัติตนของพระวัดเทวสังฆารามอีกหลายต่อหลายครั้ง พระของวัดเทวสังฆาราม

มีการปฏิบัติเรียบร้อย ทั้งสม่ำเสมอเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การปฏิบัติ ตลอดจนขนบ

ธรรมเนียม และระเบียบพิธีการที่ดีอยู่แล้ว ก็ใช้ต่อๆมา ที่บกพร่องก็แก้ไขให้ดียิ่งๆขึ้น

ที่ยังไม่มีก็เพิ่มเติมเป็นลำดับ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่สมัยก่อนหน้านี้ มาถึงสมัยหลวงปู่ดี ไม่มี

สมัยใดๆที่ วัดเทวสังฆารามได้รับการพัฒนาในด้านต่างๆจนเจริญรุ่งเรืองเท่านี้มาก่อน

 


 

              เมื่อปีพ.ศ. 2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระนางเจ้าฯ พระบรม

ราชินีนาถ เสด็จพระราชทานดำเนิน มาถวายผ้าพระกฐินต้น แก่คณะสงฆ์วัดเทวสังฆาราม

( วัดเหนือ ) และพร้อมกันนี้ทางวัดก็ได้ขอพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญ พระปรมาภิไธย

ภ.ป.ร. มาจารึกไว้เหนือผ้าทิพย์ ของพระพุทธรูปปางประทานพร ที่จะจัดสร้างไว้ให้ประชาชน

ผู้มีจิตศรัทธา เช่าหาไปบูชา เพื่อนำรายได้มาบำรุงวัด ซึ่งในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้า

อยู่หัว ได้พระราชทานแผ่น ทอง เงิน และนาก ลงในเบ้าหลอมพระพุทธรูปทุกเบ้าอีกด้วย

และจากนั้นมาทางวัดก็ได้มีการจัดสร้างพระพุทธรูปปางประทานพร ภ.ป.ร. โดยมีรูปแบบคล้าย

คลึงกับของเดิม ออกมาให้ประชาชนรุ่นต่อๆมาเช่าหาไปบูชา ตลอดมาจนทุกวันนี้

 

 

              ทุกวันนี้พระพุทธรูป ภ.ป.ร. ที่สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2506  มีผู้เสาะหากันมาก จนสนน

ราคาเช่าหากันในองค์ที่สวยๆมาก ถึงเลขหกหลัก  ไม่เพียงเท่านั้น  พระกริ่ง พุทธโชติ ที่สร้าง

ในสมัยหลวงปู่ดี ในปัจจุบันก็เป็นที่ต้องการของคนเมืองกาญจน์ ซึ่งในองค์ที่สวยๆก็มีผู้ให้

ราคามากหมื่นมาแล้ว

 

 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลอ้างอิงจาก คุณอาทิตย์ http://www.amulet2u.com/board/q_view.php?c_id=3&q_id=25149