สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

                 วัดเทวสังฆาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญตั้งอยู่เลขที่ ๑ ถนนเจ้า

ขุนเณร ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินที่

ตั้งวัดมีเนื้อที่ ๕๖ ไร่ ๒๗ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ - น.ส. ๓ ก เลขที่ - ส.ค. ๑ เลขที่

๕๗๖ ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ.๒๓๔๘ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๕ เดือนพฤษภาคม

พ.ศ.๒๕๐๕ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระ -

อารามหลวงเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๕

 

                   อาณาเขต   ทิศเหนือ                  จดวัดถาวรวราราม

                                  ทิศใต้                      จดถนนปากแพรก

                                  ทิศตะวันออก             จดโรงเรียนเทพมงคลรังษีโดยมีถนน

                                                                เจ้าขุนเณรผ่านกลาง

                                  ทิศตะวันตก               จดลำน้ำแควใหญ่

 

ประวัติวัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ)

Image 1
วัดเทวสังฆาราม ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๘

เป็นวัดเก่าแก่โบราณวัดหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี

มีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ตำบล

บ้านเหนืือ ชาวบ้าน ทั่วไปเรียกกันติดปากว่า

"วัดเหนือ" อยู่ริมฝั่งแม่น้ำศรีสวัสดิ์จะสร้างขึ้นเมื่อ

ใด ยังหาหลักฐานไม่ได้แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าคงจะสร้างมาได้เกือบ ๒๐๐ ปีแล้วโดยรู้กัน

เพียงว่า "ท่านสมภารเสี่ยง" เป็นผู้สร้างตามคำบอกเล่าประกอบเหตุการณ์พอจะประมวลได้

ดังนี้

              เมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าโจมตีทำลายเผาผลาญบ้านเรือนปราสาทราชวังยับเยิน

หมดสิ้นไปแล้ว ได้กวาดต้อนผู้คนและขนทรัพย์สินสมบัติแก้วแหวนเงินทองของมีค่าไปยัง

ประเทศพม่าเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ แล้วนั้น ครั้งนั้น สามเณรเสี่ยงซึ่งเป็นบุตรของคนไทยผู้หนึ่ง

ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ เมืองกาญจนบุรีเก่า ได้ถูกพม่ากวาดต้อนไปพร้อมกับโยมมารดาของ

ท่านและอยู่ในพม่าจนได้อุปสมบทเป็นภิกษุในประเทศพม่านั้น ต่อมาท่านปรารถนาที่จะเข้า

ประเทศไทยเพื่อเยี่ยมเยียนแผ่นดินไทย อันเป็นมาตุภูมิบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน ท่านจึง

ได้ชักชวนเพื่อนรักซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน ๕-๖ คน ปลอมตัวเป็นมอญเดินทางเข้ามาก่อนจะ

ออกเดินทางโยมมารดาของท่าน ได้บอกสถานที่ที่ได้ฝังทรัพย์ไว้ในบ้านเดิมของท่านเล่ากัน

ว่า ภิกษุเสี่ยง หรือเรียกตามฐานะในกาลต่อมาว่า ท่านสมภารเสี่ยงได้เดินทางมาถึงเมือง

กาญจนบุรีเก่าเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปมากเนื่องจากทางราชการได้ย้ายเมืองมาตั้งใหม่

ที่ตำบลปากแพรก ผู้คนส่วนใหญ่ก็ย้ายตามมา ท่านสมภารเสี่ยงพิจารณาเห็นว่าเมืองเก่ามี

ชำรุดทรุดโทรมโรยราไปตามกาลเวลา ส่วนเมืองใหม่มีแต่จะเจริญรุ่งโรจน์ไพศาลสืบไปหาก

ปรับปรุงวัดเก่าที่เมืองเก่าก็คงจะไม่เจริญรุ่งเรืองเท่ากับการสร้างวัดขึ้นใหม่ในเมืองใหม่ท่านจึง

ได้ตัดสินใจ สรส้างวัดขึ้นใหม่ในเมืองกาญจนบุรีใหม่ คือ วัดเทวสังฆารามในบัดนี้

วัดเทวสังฆารามนี้ได้รับพระบรมราชานุเคราะห์โดย ลำดับ ดังต่อไปนี้ พ.ศ.๒๔๒๐ ปีฉลู

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสไทรโยคครั้งที่ ๒ โดยทางชลมารค

เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรวัดเทวสังฆาราม ทรงเห็นว่าพระอุโบสถชำรุดมาก จึง

ได้มีพระราชดำรัสให้ พระยากาญจนบุรี จัดการปฏิสังขรณ์อุโบสถให้ดีขึ้น ปรากฏในพระราช

นิพนธ์เสด็จประพาสไทรโยค ดังนี้

              "วัน บ่าย ๕ โมงเกือบครึ่ง ลงเรือ ๔ แจวไปเที่ยวขึ้นที่ท่าวัดเหนือ ขี่ม้าเจ้า

พยายามโนมัยไปตาม ทางที่เรียกว่าตลาดหนทางกว้างสัด ๑๐ ศอก ถึงรั้วทั้งสองข้างแต่ไม่

มีตลาดเหมือนเมืองอื่น ทั้งสองข้างทางบ้านกั้นด้วยไม้รวกสูงๆ ขายของอยู่ในเรือน มีเจ๊ก

มีญวณบ่อยๆ สิ่งที่ขายนั้นเห็นมียาสูบแลเป็นอย่างมากกว่าสิ่งอื่น ของเครื่องถ้วยชามหนัง

มีบ้างเล็กน้อย ของสดพริกนกเป็นพื้น มีศาลเจ้าก่อขึ้นใหม่แห่งหนึ่งกับร้านขายเครื่องยา

ของจีนทำใหม่ที่เดียวร้านหนึ่ง ไม่เห็นสนุกสิ่งไร ไปสัก ๘-๗ เส้นถึงเมืองเข้าประตูตรงกลาง

ศาลากลางเห็นบ้านเจ้าเมืองและศาลา กลางตึกดินหลังกำแพงเมืองชำรุดมาก อ้อมออกไป

ประตูที่จะไปวัดใต้แต่ไม่เลี้ยวลงไปทางวัดใต้ ด้วยเคยไปคราวก่อนทีหนึ่งแล้ว ครั้งนี้พระยา

กาญจนบุรีบอกว่าชำรุดรื้อลงทำใหม่ จึงอ้อมกลับมาทางเก่าทางตั้งแต่ขึ้นไปจากตีนท่าจน

ถึงสุดทางกลับประมาณ ๑๒-๑๓ เส้นเท่านั้น เดินผ่านมาทางหน้าป้อมกลางเมือง เห็นเนิน

สูงกว่าพื้นดินราบมากแลดูลึกลงไป อนึ่งเมื่อขึ้นมานั้นพบพระกรุงเทพฯพวกนี้ตามมานั่ง

คอยอยู่ที่ศาลาและพูดด้วยหน่อยหนึ่ง ครั้นกลับมาคราวนี้แวะเข้าไปดูวัดๆนี้ สมภารเธอ

รักษาดีจริงๆ เตียนตลอดรอบบริเวณ มีต้นไม้เล็กน้อยเหมือนกับสวนฝรั่ง ขี่ม้าไปโดยรอบ

โบสถ์ เห็นโบสถ์ชำรุดมาก ได้สั่งให้พระยากาญจนบุรีเอาส่วยในเืมืองกาญจนบุรีซ่อมแซม

ที่หน้าโบสถ์นั้นมีเก๋งยาวมีแต่ประตูไม่มีหน้าต่างว่าเป็นยายโก๋ทำฯ ในเมืองกาญจนบุรีเจ้า

แผ่นดินในกรุงรัตนโกสินทร์ได้เสด็จมาทุกพระองค์

              " พ.ศ.๒๔๓๑ ปีชวดพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส

ไทรโยค ครั้งที่ ๓ โดยทางชลมารค เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรวัดเทวสังฆรามอีก

พระยากาญจนบุรีกราบบังคมทูลรายงานว่า ขณะนี้กำลังรื้ออุโบสถเพื่อสร้างใหม่ในที่เดิม

ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์สมทบในการก่อสร้างเป็นเงิน ๑๐ ชั่ง และได้พระราชทาน

กัปปปิยภัณฑ์แก่ภิกษุผู้ทำการองค์ละ ๒ บาท โบสถ์สร้างใหม่นี้ สำเร็จ

              พ.ศ.๒๔๕๒ ปีระกา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส

จังหวัดกาญจนบุรีเป็นครั้งสุดท้ายโดยชลมารคทรงมีพระราชหัตถเลขาไว้ ดังนี้

              "วันที่ ๗ วันนี้ ได้ขึ้นไปดูเมืองขึ้นตรงประตูเหนือ แล้วเลี้ยวมาหน้าเมือง ดูป้อม

กำแพงชำรุดมากกว่าราชบุรี จึงไปถึงวัดท้ายเมืองและวัดเรียกว่า ชุมพลชนะสงคราม แล้วกลับ

ประตูข้างใต้ซึ่งแบ่งเป็นเขตฝ่ายทหาร ดูที่ว่าการและกองทหารและไปแวะที่หลักเมือง ซึ่งมี

ศิลาจารึก เมื่อสมเด็จพระยาองค์ใหญ่ขึ้นมาสร้างดูศาลและศาลากลางผ่านออกมาทางประตู

เหนือไปตามตลาดเหนือเมือง จนถึงวัดเหนือเรียกว่า วัดเทวสังฆาราม วัดแรกเป็น พระครูเจ้า

คณะเมือง วัดหลังเป็นพระครูเจ้าคณะรอง คล่องแคล่วทั้งสองคน สวดมนต์แข็ง สมทบกัน

สวดที่แพตรงเรือข้ามทุกคืนสวดเหมือนพระบางกอกในวันที่ไม่ขี้เกียจด้วย แต่วัดหลังนี้จะ

มีสัีปปุรุษติดมากบริบูรณ์กว่าวัดแรก ราษฏรมาคอยเป็นอันมากจนถึงพวกบ้านหนองขาวก็

พากันมาฯ"

              วัดเทวสังฆาราม ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากรพะบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว-

ภูมิพลอดุลยเดช ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน

พ.ศ.๒๕๐๕ และวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราช

ดำเนินมาทรงทอดพระกฐินต้น ในโอกาสเดียวกันนี้ยังได้พระราชทานนามพระประธานใน

พระอุโบสถว่า "พระพุทธสุทธิมงคล" ซึ่งได้ทรงพระสุหร่ายศิลาจารึกพระนามพระราชทาน

ด้วยนอกจากนี้ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จารึกพระปรมาภิไทย ภปร. เหนือ

ผ้าทิพย์แห่งพระพุทธรูปปางประทานพรที่วัดสร้างขึ้นในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้

และได้มีพระมหากรุณาธิคุณ ทรงบรรจุแผ่นทองคำ เงินนาก ใบเบ้าพิธีหล่อพระ ทรงปลูกต้น

ศรีมหาโพธิ์ซึ่งได้มาจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย และทรงเยี่ยมราษฏรพระราชกรณียกิจ

ที่ทรงบำเพ็ญทั้งปวงนี้ เป็นการพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณแก่วัดและพสกนิกรชาว

กาญจนบุรีเป็นอย่างยิ่ง

              ในปี พ.ศ.๒๕๑๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จพระราช

ดำเนินครั้งที่ ๒ ทรงถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดเทวสังฆาราม และทรงเยี่ยมราษฏร

              วันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๓ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าพระเพชรรัตนราชสุดา

สิริโสภาพัณณวดี พร้อมด้วยพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ได้เสด็จเยี่ยมวัดเทวสังฆาราม

              วันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๔ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีในรัชกาล

ที่ ๗ ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารเรียนโรงเรียนปริยัติธรรมและพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์

และเมื่อปีพ.ศ.๒๕๑๕ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ

เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน มาทรงเปิดโรงเรียน

พระปริยัติธรรมตึกรวิเทวานันท์

              นอกจากนี้ในปี พ.ศ.๒๔๗๘ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนานายกรัฐมนตรีพร้อม

ด้วยคณะได้นำกฐินในนามของสโมสรคณะราษฏร์มาทอดถวายเป็นทุนเริ่มแรกในการสร้าง

พระอุโบสถ

 

ประวัติวัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ)

              เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๐๖ วัดเทวสังฆารามได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระ

บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาทรงทอดพระกฐินต้น และทรงใส่แผ่น ทอง

เงิน นาก ลงในเบ้าหลอมทุกเบ้าเพื่อสร้างพระพุทธรูปปางประทานพร และได้รับพระมหากรุณา

ธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชานุญาตให้อัญเชิญ พระปรมาภิไธย ภปร.

จารึกไว้ที่เหนือผ้าทิพย์ เพื่อเป็นพระพุทธบูชา และมีพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างขึ้นเพื่อให้

ประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ไว้บูชาได้รายได้เพื่อบำรุงวัดฯ

              นับจากปี ๒๕๐๖ เป็นต้นมา ทางวัดได้จัดสร้างให้ประชาชนเช่าไปเพื่อบูชาสืบ

ต่อเนื่องมาโดยตลอดตามวัตถุประสงค์ของวัดจนถึงปัจจุบัน โดยมีรูปแบบองค์เหมือนเดิม

เพราะประชาชนรุ่นหลังต่อมายังคงมีจิตศรัีทธามั่นคงเสมือนเช่นเดียวกันกับประชาชนรุ่นพ่อ

แม่ ปู่ย่า ตายาย ในคราวปี ๒๕๐๖ ที่จัดสร้างพระ ภปร. ครั้งแรก

              เพื่อให้พระบารมีของพระพุทธคุณปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้มีจิตศรัทธาที่สนใจ

น้อมนำไปบูชา จะได้ใช้เป็นเครื่องเตือนสติรักษาจิต ให้ใจบริสุทธิ์เพื่อจะได้ประพฤติปฏิบัติตน

รักษาความดีงาม ละเว้นบาปทั้งปวงไม่ตกไปในสิ่งชั่วร้าย ตามหลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

อันเป็นแก่นของพระพุทธศาสนา